show menu

ไร้ราก ไร้เรา

3 years ago

“ถ้าเปรียบเราเป็นต้นไม้ ที่รากไม่ได้รับการดูแลรักษา สักวันต้นไม้ก็คงล้มตายในที่สุด”
ข้อคิดที่สะกิดใจคนดูได้ดีจากหนังสารคดีผลงานล่าสุดของพี่นก-นิสา คงศรี และพี่ป๊อป-อารียา ศิริโสดา

‘รากเรา’ เรื่องราวที่เล่าถึงศิลปะและวัฒนธรรมไทยที่ในหนังใช้เป็นสื่อแทนบทบาทของ ‘เรา’ มีครู, พ่อ-แม่, และผู้หลักผู้ใหญ่ ที่ยังคงสืบทอดสิ่งเหล่านั้น เป็นคนบอกถึงที่มาที่ไป หรือบอกถึงความเป็น ‘ราก’ ของเรา โดยที่หนังเรื่องนี้จะช่วยสะท้อนให้เห็นความเป็นรากเหง้า วิถีชีวิตและจิตวิญญาณได้เป็นอย่างดี
 
วิธีการเล่าเรื่องของหนังแบ่งเป็น 6 ตอน ในแต่ละตอนนำเสนอศิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่นของ 6 จังหวัดใน 4 ภาค ที่มีความเรียบง่าย งดงาม พร้อมทั้งแฝงไปด้วยมิตรภาพและความอบอุ่นในทุกขณะ ตัดสลับกับภาพความวุ่นวายในเมืองหลวงที่ดูทันสมัย สะดวกสบาย แต่กลับไม่ปรากฏแม้แต่แววตาของความสุขเลย ระหว่างการดำเนินเรื่องนั้นก็จะมีการตั้งคำถามให้คนดูกลับเอามาคิดต่อเป็นระยะๆ เช่น ‘เราจะวิ่งไปข้างหน้า หรือเราจะหันกลับมาหาตัวเราเอง’
 
ในการถ่ายทำหนังสารคดีเรื่องนี้พี่นก-นิสา บอกว่า “การทำสารคดีคือการไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น ต่างจากการทำหนังที่ต้องกำหนดว่าวันนี้ถ่ายฉากนี้ซีนนี้ อย่างตากล้องเราก็จะบอกกับเขาว่า ถ้าไม่รู้สึกไม่ต้องถ่าย และจะไม่มีการบังคับการถ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ในการทำงานเราจะไม่โกหกตัวเองว่าเราไม่เหนื่อย คือเราเหนื่อยแน่ แต่เพราะสิ่งที่เราได้กลับมานั้นมันไม่ใช่ความสนุกแต่มันคือความสุขที่เราได้รับจากการทำงานจริงๆ เลยทำให้เรามีแรงที่จะทำมันให้สำเร็จจนได้”
 
“ถ้ามองง่ายๆ เลย ให้เราคิดถึงช่วงชีวิตที่เรามีความสุขที่สุด ที่เราจดจำและคิดว่าจะไม่มีวันลืม พี่ว่านี่แหละคือสิ่งที่บอกได้ว่า อะไรคือ ‘รากเรา’ และพี่อยากให้คนดูรู้สึกแค่ว่า ดูหนังจบแล้วอยากกลับไปกินน้ำพริกฝีมือคุณยายหรือฝีมือคุณแม่ที่บ้านเท่านั้นเอง” คำพูดสั้นๆ ที่ทิ้งท้ายไว้ของพี่นก-นิสา
 
จากข้อคิดของหนังที่กล่าวไว้ข้างต้น...นี่คงจะบอกให้เข้าใจได้ง่ายที่สุดสำหรับหนังสารคดีที่จะพาคนดูย้อนกลับไปสำรวจตรวจตราความเป็นตัวตนที่แท้จริง และรู้จักหวงแหนให้เห็นคุณค่าซึ่งสิ่งที่ต้องรักษาไว้ กว่าจะมาเป็นตัวตนของใครสักคนในวันนี้  
 
หลังจากที่ดูหนังจบ และได้ร่วมเสวนาพูดคุยกันแบบรากเรากับหนึ่งในผู้กำกับคนเก่งอย่างพี่นก-นิสา แล้ว มีตอนหนึ่งในหนังที่รู้สึกเกิดความประทับใจและอยากจะแบ่งปันให้คนรุ่นใหม่อย่างเราๆ ได้รับรู้เหลือเกิน คือตอนที่เด็กผู้ชายคนซึ่งเป็นสมาชิกของวงโปงลางพื้นบ้าน จังหวัดกาฬสินธุ์ พูดขึ้นว่า “ผมคิดว่า วัฒนธรรมเท่กว่าค่านิยม เท่ตรงที่ว่าเราได้อนุรักษ์สิ่งที่กำลังจะหายไป และสิ่งที่ผู้คนไม่นิยมกันแล้ว” คำพูดนี้ทำให้ฉุกคิดได้ว่า ขณะที่เรากำลังเปิดรับเอากระแสของต่างประเทศเข้ามานั้น เราเองรึเปล่าที่กำลังทำลายความเป็น ‘เรา’ วัฒนธรรมที่บ่งบอกถึงความเป็นเรากำลังจะถูกกลืนไปกับสิ่งที่เรียกว่า ‘ค่านิยม’

ติดตามความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับหนังสารคดีและโครงการต่างๆ ได้ที่ 
http://www.facebook.com/pigonineproduction


Relateed Post

Random Related Post ( 5 Totals)